Teriiaa

There is a difference between knowing the path and walking the path. -The Matrix

W E L C O M E

Welcome everybody to ma blog na ka.

ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่บล็อคของเราค่ะ

อยากรู้อะไร คลิ๊กเลย

ขอบคุณค่ะ^^

….เนื่องจากบล็อกนี้อัพตามใจคนทำ คนดูต้องทำใจนะคะ(ยิ้มมมม ม)

ใส่ความเห็น »

ขนมปุยฝ้าย♥

ตอนนี้ก็ใกล้ช่วงวันตรุษจีนแล้วนะคะ คิดว่าหลายๆคนคงเตรียมของไหวเจ้ากันแล้ว และหนึ่งในขนมที่เตรียมคงมีปุยฝ้ายด้วย จะให้ง่ายก็ไปซื้อกันตามตลาด แต่ถ้าอยากจะทำจริงๆจังๆขึ้นมาวันนี้เรามีสูตรส่วนผสมง่ายๆของขนมปุยฝ้ายมาฝากค่ะ

**ขนมปุยฝ้าย**

ส่วนผสม

* แป้งสาลี 450 กรัม

* เอสพี 1 ช้อนโต๊ะ (ดูรายละเอียดเอสพี* ด้านล่าง)

* ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ

* ไข่ไก่ 2 ฟอง

* น้ำตาลทราย 250 กรัม

* น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

* นมข้น 1/2 กระป๋อง

* น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง

* สีผสมอาหาร (เลือกสีตามความต้องการ), กลิ่นมะลิ (หรือตามชอบ)

* ลูกเกด (สำหรับแต่งหน้า)

วิธีทำขนมทีละขั้นตอน

1. ผสมเอสพี น้ำตาลทรายและน้ำ 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน จากนั้นคนด้วยเครื่องตีไข่ ระหว่างคนตอกไข่ลงไป 2 ฟองและคนต่อไปเรื่อยๆ

2. นำผงฟูผสมกับแป้งสาลี แล้วนำไปร่อน จากนั้นจึงใส่ผสมลงไปกับส่วนผสมที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 1 คนต่อไปให้เข้ากันทั่ว

3. ใส่น้ำ 1 ถ้วยตวง, นมข้น และน้ำมะนาว คนหรือตีต่อไปจนส่วนผสมขึ้นขาว จึงใส่สีและกลิ่นตามความชอบ

4. จากนั้นนำส่วนผสมไปหยอดลงในแบบหรือพิมพ์ที่เตรียมไว้ แต่งหน้าด้วยลูกเกด (แล้วแต่ความชอบ) และนำไปนึ่งโดยใช้ไฟแรงๆ ประมาณ 10 นาทีหรือจนสุก จึงยกลง

5. ทิ้งไว้ให้เย็น สามารถนำไปเสริฟทานได้ทันที

*เอสพี เป็นส่วนผสมที่ผลิตเพื่อใช้ในขนม ที่เราต้องการฟองมาก ๆ เช่น สปันจ์เค้ก แยมโรล และ ขนมปุยฝ้าย ส่วนผสมของเอสพี มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ช่วยทำให้เกิดฟองได้ดี และช่วยให้ฟองอยู่ตัว นอกจากนั้นยังช่วยให้ปริมาตร ขนมใหญ่ขึ้นและช่วยให้ขนม นุ่ม และสด นานขึ้

 จะให้ง่ายสำหรับมือใหม่ก็สามารถไปหาซื้อ แป้งสำเร็จรูปสำหรับทำขนมปุยฝ้าย มาทำได้เลยนะคะ ส่วนผสมก็จะเหลือแค่ ไข่ไก่ และน้ำแค่นั้นเองค่ะ

ปุยฝ้ายของจริงต้องมีสาม-สี่แฉก?

แต่หน้าไม่แตกทำไงดี

จากการค้นคว้าและประสบการณ์โดยตรงพบว่าปัจจัยที่จะทำให้ขนมแตกมากแตกน้อยขึ้นอยู่กับ 

1. ระดับความแรงของไฟ (เตา)
เตาแก๊สธรรมดา – การใช้ไฟแรงการนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ ขนมที่ได้จะแตก 3 แฉกเสียส่วนใหญ่ แต่การใช้ไฟแรงแล้วหรี่เป็นไฟอ่อนขนมจะแตก 4 แฉกอาจได้ถึง 5 แฉก หรือสำหรับบางเตาถ้าใช้ไฟแรงตลอดการนึ่งขนมจะออดมาหัวโล้นหมดค่ะ
เตาฟู่ – เนื่องจากเตาแต่ละตัวความแรงต่างกัน แนะนำให้ลองนึ่งทั้ง 2 แบบดูความต่างค่ะ คือ ลองนึ่งไฟแรงสักซึ้งหนึ่ง แล้วซึ้งที่ 2 ลองนึ่งด้วยไฟแรงก่อนแล้วค่อยๆ หรี่ไฟ

2. ปริมาณน้ำในซึ้ง ถ้าน้ำน้อยไปขนมจะไม่ค่อยแตก แค่ร้าวนิดๆ พอทำให้คนลุ้นหัวใจห่อเหี่ยว ถ้าใครใช้เตาแก๊สธรรมดาลองใส่น้ำลงไปสัก 4/5 ของหม้อดูนะคะ ปริมาณน้ำที่สูงขึ้นจะช่วยเพิ่มไอน้ำช่วยให้ขนมแตกสวยมากขึ้น การมัดฝาปิดด้วยผ้านอกจากจะช่วยกันน้ำหยดใส่หน้าขนมแล้ว ยังเพิ่มความดันในซึ้งนึ่งช่วยให้หน้าแตกมากขึ้นค่ะ แต่ผ้าที่เลือกใช้ไม่ควรหนาเกินไปเพราะจะทำให้ไอน้ำหาทางออกยาก ทำให้ขนมอาจจะแตกมากไป 

3. สูตร บางสูตรแตกเบิกบานมากๆค่ะ 

4. ปริมาณส่วนผสมที่ใส่ในพิมพ์ ใส่มากก็แตกมากค่ะ

ส่วนใครที่ต้องนึ่งหลายซึ้งหน่อยก็กะปริมาณผงฟูและเวลาที่จะละลายให้ดีนะคะ เคยทำ 4-5 ซึ้งติดๆ กัน หน้าแตกสวยทุกอันค่ะ ลองดูนะคะเผื่อจะช่วยให้ขนมหน้าแตกได้

ขอบคุณคุณเจซองมากนะคะ

แต่แบบที่หน้าไม่แตกก็น่ารักดีนะ^^

ใส่ความเห็น »

“กาละแมร์” ขนมหวานวันปีใหม่ไทย

          สมัยก่อน คนไทยถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ ก่อนที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จะกำหนดให้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบปฏิทินสากลตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ จนกระทั่งปัจจุบัน


          เดิมทีเทศกาลขึ้นปีใหม่สงกรานต์ของไทยเราจะกำหนดวันงานไว้ ๓ วันด้วยกัน โดยถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายน เป็นวันสงกรานต์ วันที่ ๑๔ เมษายนเป็นวันเนา และวันที่ ๑๕ เมษายนเป็นวันเถลิงศก ขึ้นจุลศักราชใหม่ตามสุริยคติ

 ขนมปีใหม่ของไทยเป็นขนมพื้นเมืองที่ทำขึ้นแล้วสามารถเก็บไว้ได้หลายวันคือข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวแดง และ

“กะละแม”

           การทำขนมปีใหม่ของคนไทยสมัยก่อนจึงต้องทำให้เสร็จก่อนวันสงกรานต์เพราะเมื่อถึงวันงานชาวบ้านจะไปทำบุญเลี้ยงพระและก่อพระเจดีย์ทรายที่วัดแล้วจึงรดน้ำดำหัวเล่นสงกรานต์กันไปทั้ง ๗ วัน ขนมปีใหม่ของไทยจึงเป็นขนมพื้นเมืองที่ทำขึ้นแล้วสามารถเก็บไว้ได้หลายวันคือข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวแดง และกะละแม ในบรรดาขนมทั้งสามชนิดนี้ การกวนกะละแมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ใช่ว่าชาวบ้านจะนิยมกวนกันทุกปี ส่วนใหญ่มักจะทำข้าวเหนียวแก้วบ้าง ข้าวเหนียวแดงบ้างสลับกันไป เพราะสองอย่างนี้ทำได้ง่ายกว่า หรือถ้าบ้านไหนตั้งใจจะกวนกะละแม และเป็นครอบครัวใหญ่มีญาติพี่น้องมาก บรรยากาศช่วงกวนกะละแมจะคึกคักเป็นพิเศษ ทุกคนจะช่วยกันเตรียมการประมาณ ๒ วัน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่เป็นลูกหลาน จะถือเป็นเรื่องสนุกสนานเพราะไม่เพียงแต่ได้กินกะละแมก้นกะทะเท่านั้น ยังอาจจะได้กินมะพร้าวเผา อ้อยเผาอีกด้วย การกวนกะละแม สิ่งที่ต้องใช้ได้แก่ น้ำตาลหม้อหรือน้ำตาลปีบ มะพร้าวและข้าวเหนียว ก่อนวันกวน ๑ วัน ชาวบ้านจะคัดเลือกมะพร้าวห้าวประมาณ ๑๐–๑๕ ลูก มาไว้เพื่อใช้คั้นน้ำกะทิตามนสัดส่วนที่ต่างจะต้องอาศัยความชำนาญว่าข้าวเหนียวกี่ทะนานต่อมะพร้าวกี่ลูกและใช้น้ำตาลในปริมาณเท่าใด

            ขั้นตอนแรก ต้องนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำเพื่อตักหยอดใส่โม่หิน แน่นอนว่าต้องใช้คนที่มีร่างกายแข็งแรงช่วยกันโม่ตั้งแต่ตอนบ่าย กว่าจะเสร็จก็ตกประมาณ ๓-๔ ทุ่มของวันเดียวกัน จากนั้นก็จะทับถุงน้ำแป้งไว้ด้วยลูกโม่ให้น้ำไหลออกจนเหลือเพียงเนื้อแป้งหมาด ๆ ในวันรุ่งขึ้นประมาณตีสามตีสี่ บรรดาผู้ใหญ่จะตื่นขึ้นมาช่วยกันทำขนมแสงไฟจากตะเกียงลานและตะเกียงลานและตะเกียงรั้วจะถูกจุดให้สว่าง เมื่อเด็กเห็นหรือได้ยินเสียงผู้ใหญ่พูดคุยกัน ก็อดลุกขึ้นมาร่วมวงไม่ได้ บางคนก็อาสาช่วยขูดมะพร้าวจำนวนไม่น้อยเลย จากนั้นก็จะคั้นมะพร้าวขูดด้วยน้ำลอยดอกมะลิใช้กรองแยกออกมาเป็นหัวกะทิและหางกะทิ ส่วนที่เป็นหัวกะทิให้เทลงกะทะใบใหญ่ เคี่ยวด้วยไฟจนแตกมัน แล้วตักใส่อ่างเก็บไว้

           ขั้นต่อไป คือนำแป้งที่เตรียมไว้ใส่กะละมัง เทหางกะทิและใส่น้ำตาลหม้อมาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันเสร็จ แล้วก็เทลงกะทะใบบัวคือกะทะเหล็กขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนเตา ใส่ฟืนให้ลุกโชนแล้วจึงเริ่มลงมือกวนกะละแมกันตั้งแต่เช้าประมาณเก้าโมง ช่วงแรกแป้งก็ยังเหลวอยู่ใช้พายด้ามเดียวก็กวนได้ง่าย ช่วงนี้เด็ก ๆ ที่นึกสนุกมักจะมาขอผู้ใหญ่กวน แต่กระนั้นก็ต้องคอยขูดก้นกะทะเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้แป้งไหม้ติดก้นกะทะ และพอแป้งงวดข้นเหนียวเดือดเป็นฟองแล้วเด็ก ๆ ต้องระวังไม่ให้ฟองแตกถูกตัว เพราะจะทำให้ผิวหนังพองและแสบมาก เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ผู้ใหญ่มักจะลงมือกวนเอง มีการราไฟและเร่งไฟบ้างเป็นจังหวะ จนกระทางแป้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ แล้วค่อย ๆ เป็นสีน้ำตาลแก่ ช่วงนี้แป้งและน้ำตาลจะเหนียวหนุบหนึบขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องออกแรงกวนมากเป็นพิเศษ ราว ๖ โมงเย็นของวันนั้น กะละแมก็จะกลายเป็นสีดำและเหนียวมากจนแทบจะกวนไม่ไหวต้องใช้พายอันที่สองเข้าช่วยเพราะไม่อย่างนั้นก้นกะทะจะไหม้ได้ ถ้าสังเกตเห็นว่าก้นกะทะทำท่าจะไหม้แล้วต้องรีบเติมหัวกะทิที่เคี่ยวแตกมันแล้วลงไป โดยใส่ทีละน้อยตั้งแต่เวลาบ่ายแก่ ๆ เป็นต้นมา ฟ้าเริ่มมืด กะละแมที่กวนก็เหนียวได้ที่ดีแล้ว จึงค่อย ๆ ราไฟในเตาให้อ่อนลง เพื่อป้องกันไม่ให้ก้นกะทะไหม้ จากนั้นจึงใช้พายทั้ง ๒ ด้ามตักกะละแมใส่กระด้งที่ปูด้วยเปลือกกาบหมากเพราะกาบหมากจะช่วยให้กาละแมมีกลิ่นหอมกว่าใบตอง เป็นอันเสร็จขั้นตอนในการกวนกะละแม เพื่อเก็บไว้กินในวันรุ่งขึ้น ส่วนใหญ่เด็ก ๆ มักจะอดใจไม่ไหวจะคอยขูดกะละแมที่ก้นกะทะกินกันก่อนอย่างเอร็ดอร่อย บางคนก็จะนำมะพร้าวอ่อนบ้างอ้อยบ้าง มาหมกไฟที่ยังพอมีเชื้ออยู่เพื่อให้มีกลิ่นหอมมากขึ้น

                   ปัจจุบัน ประเพณีการให้ขนมปีใหม่เป็นกะละแม ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว เริ่มไม่เป็นที่นิยมแล้ว เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักจะซื้อของขวัญอย่างอื่นมอบให้กันในวันปีใหม่ แต่ก็ใช่ว่าขนมทั้งสามชนิดนี้จะหมดไปจากสังคมไทยเพราะทุกวันนี้ก็ยังเห็นมีกะละแมห่อเป็นคำเล็ก ๆ น่ารับประทานวางขายกับข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวแดง ตามร้านขายขนมไทยอยู่ทั่วไป อีกทั้งไม่ได้เจาะจงว่า จะต้องมีเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ของไทยเท่านั้น

ใส่ความเห็น »

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่จ้าาาา า♥

หลังจากเราพูดคุยไปถึงเรื่องเมนูสตรอเบอร์รี่กันมากมายแล้วนะคะ วันนี้เราจะพูดถึง

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

 

“สตรอเบอร์รี่” อีกหนึ่งผลไม้เมืองหนาวที่มีประโยชน์รวมถึงสรรพคุณที่จัดว่าเป็นยาได้ทีเดียวค่ะ สำหรับประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่นั้นมีมากมายโดยเฉพาะสาว ๆ ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่ นอกจากจะดูแลในเรื่องผิวพรรณแล้ว ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่ ยังมักจะนำไปทำอาหารต่าง ๆ ที่แสนอร่อยอีกด้วย อาทิ ไอศกรีม ขนมอบแห้ง เค้ก ฯลฯ และ สรรพของสตรอเบอร์รี่ ก็ยังช่วยรักษาโรคทำให้เราสุขภาพดีได้อีกด้วยค่ะ เรามาดู สรรพคุณของสตรอเบอร์รี่ และ ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่ กันเลยค่ะ

สรรพคุณ / ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

– ดูแลสายตา

ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระและการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้นดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

– ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์

เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลวบริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไปเพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสรรพคุณล้างพิษของสตรอเบอร์รี่ค่ะ

– กำราบโรคมะเร็ง

กินสตรอเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็งและเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ที่มีอยู่มากมายในสตรอเบอร์รี่ค่ะ

– ส่งเสริมการทำงานของสมอง

ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืมเพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอเบอร์รี่ช่วยได้เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาทแถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีก ด้วย

– ลดความดันโลหิต

หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ

– ปราบโรคหัวใจ

ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมายจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอเบอร์รี่จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

ใส่ความเห็น »

(PIC) เมนูเค้กจากสตรอเบอรี่

♥ STRAWBERRY ♥ 

คนรักสตอร์เบอรี่

ช่วงฤดูหนาวที่มีสตรอเบอรรี่ชุกชุม(?)แบบนี้ วันนี้จึงขอชิลๆสบายๆไปกับภาพเมนูสตรอเบอรรี่น่ากิ๊นน่ากินชวนหม่ำค่ะ
 
คนรักสตอร์เบอรี่
 
สตรอเบอรี่มูสเค้ก
เค้กงู บรื่อออย์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ใส่ความเห็น »

(Why?) ทำไมน้องหมาถึงห้ามกินช็อกโกแลตนะ???

เอ๊ะเอ๋ น้องหมาที่กินอาหารได้หลากหลาย ก็โดนสั่งห้ามกินนู่นกินนี่ด้วยเหรอเนี่ย??

ใช่แล้ว มีอาหารหลายๆอย่างที่น้องหมาไม่ควรกินและห้ามกินอย่างเด็ดขาด

เช่น กระดูกไก่ กระดูกปลา เพราะ ชิ้นเล็กเกินแตกหักง่าย อันตรายสุดๆ (ควรให้ชิ้นใหญ่ๆแบบกระดูกหมู) 

หัวหอมและกระเทียมก็โดนสั่งห้าม ไม่ใช่เพราะน้องหมาเป็นแวมไพร์ แต่กำมะถันในหัวหอมและกระเทียมจะทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของน้องหมาน่ะสิ

แม้แต่ตับ ก็ไม่ควรให้น้องหมาของเรากินเข้าไปเยอะๆด้วยนะ ! เพราะทำให้เกิดอาการวิตามิน A เป็นพิษ ส่งผลกับกล้ามเนื้อและกระดูก

อ่านเพิ่มเติม http://www.dogilike.com/board/view.php?id=144

ช็อคไปกว่านั้นคือ ช็อกโกแลต แสนโปรดของแอดมินก็โดนสั่งห้ามด้วยนะสิ!!

สาเหตุเพราะช็อคโกแลตมีส่วนประกอบของสารชนิดหนึ่งชื่อว่า Theobromine ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับ สารพวก Caffeine ( ซึ่งมีในพวกกาแฟ โกโก้ ) 

สาร Theobromine นี้เมื่ออยู่ในร่างกายมันจะมีฤทธิ์หลายอย่าง แต่ที่เห็นเด่น ๆ ชัด คือ จะกระตุ้นให้มีการหลั่งสารที่เรียกกันว่า Adrenaline ซึ่งสารตัวนี้จะมีผลทำให้หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก ถ้ากินมากๆอาจถึงขั้นเป็นพิษได้จะทำให้เกิด อาการ อาเจียน ท้องเสีย หายใจถี่ กระวนกระวาย และในที่สุดก็ถึงตายได้

 มีรายงานในสุนัขบอกว่า ในสุนัขที่น้ำหนักไม่เกิน 5 กก. กินเข้าไปแค่ 400 มก. ก็สามารถแสดงความเป็นพิษได้ การที่สุนัขค่อนข้างจะไวต่อความเป็นพิษของ Theobromine นั้นเป็นเพราะว่าร่างกายของมันไม่สามารถที่จะกำจัด Theobromine ออกจากร่างกายได้รวดเร็วเหมือนกับสัตว์ชนิดอื่น ตามปกติช็อคโกแลตที่ขายในท้องตลาด ถ้าเป็นแบบหวานจะมี Theobromine อยู่ประมาณ 1.5 มก ต่อ ซีซี แต่ถ้าเป็นแบบไม่หวานจะมีประมาณ 13 มก. ต่อ ซีซี

พอแอดมินอ่านเจอแทบตกใจ น้องหมาของแอดมินมันก็กินแทบทุกอย่างเลยนะ แต่เมื่อรู้แล้วก็คงต้องเพลาๆอาหารบางอย่างลงไป เราจะได้อยู่กันนานๆ

 <<<ตัวเล็กของพี่สาวแอดมิน ><“

ใส่ความเห็น »

เมนูเจ๋งๆจากสตรอเบอรี่จ้าาา

ช่วงนี้ไปตลาดก็เริ่มเห็นสตรอเบอรี่วางขายกันเยอะแล้วหละ
เห็นละเปรี้ยวปากอยากกิ๊นนน อยากกิน><“
วันนี้จึงขุดเมนูสุดแนวจากสตรอเบอรี่มาแบ่งปันกันค่ะ

Chocolate Covered Strawberry Footballs

ขอบัญญัติชื่อว่า

สตรอเบอรี่บอล><“

มาดูส่วนผสมกันค่ะ

ส่วนผสม

– สตรอเบอรี่สดลูกอวบอิ่ม

– ดาร์กช็อคโกแลต (dark chocolate)

– ไวท์ช็อคโกแลต (white chocolate)

 

ขั้นตอนการทำ

1. ล้างสตรอเบอรี่สดให้สะอาด ผึ่งให้แห้งพักไว้

 

 

2. ละลาย ดาร์กช็อคโกแลต และไวท์ช็อคโกแลต พักไว้

 

 

3.นำสตรอเบอรี่ที่เราเตรียมไว้แล้วมาชุบลงไปใน ดาร์กช็อคโกแลต พักไว้ให้เจ้าตัว ดาร์กช็อคโกแลต แห้ง

 

 

4.นำไวท์ช็อคโกแลตมาใส่กรวยสำหรับบีบ จากนั้นบีบทำลายลงบนสตรอเบอรี่ที่ชุบดาร์กซ็อคโกแลตแล้ว (ใครอยากทำลายอื่นๆ นอกเหนือจากลายฟุตบอลก็ได้นะ)

ใส่ความเห็น »

“Macaron-มาการอง” ขนมหลากสีสัญชาติฝรั่งเศส

ขนมอะไรน้อออ น่ากิ๊นนน น่ากิน แถมยังมีหลากสีให้เลือกอีกต่างหาก

“Macaron” เป็นภาษาฝรั่งเศส อ่านว่า มะกาฮอง มากาครอง มากาครง หรือมาการองค่ะ (หลากชื่อเหมือนสี)

ขนมนี้มีที่มาค่ะ

เริ่มจาก…

ในช่วงปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองของฝรั่งเศส

ซึ่งเป็นยุคที่ข้าวยากหมากแพง !!

 

มิชชั่นนารี (missionary) ชาวอิตาลีที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศสต้องหาวิธีดำรงชีพจากอัลมอนด์

น้ำตาล และไข่ขาว ซึ่งเป็นของที่ราคาไม่แพง แต่มีคุณค่าทางอาหาร

 

จึงเอาของทั้งสามอย่างนี้ตีรวมกัน แล้วเข้าอบในเตาอบ

หลังจากอบเสร็จจะมีลักษณะคล้ายจานบินเล็กๆ

ด้านนอกจะกรอบ แต่ด้านในนั้นเมื่อกัดเข้าไปแล้ว ทุกอณูนิ่มจนละลายในปากได้เลยทีเดียว
ด้วยรสชาติที่หอมหวาน วัตถุดิบที่หาง่าย มากาครองจึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย

จนกระทั่งต่อมา มีผู้นำมากาครอง 2 อันมาประกบกัน แล้วนำไส้มายัดไว้ตรงกลาง

กลายเป็นรูปแบบของมากาครองที่นิยมมาจนทุกวันนี้ !! ><“

 
ที่มา http://numkhingzz.exteen.com/20120514/macaron-1
ใส่ความเห็น »

เกร็ดเล็กๆของ ขนมชั้น หยึยๆ > <"

โอ้ว ใครจะไปรู้กันหนอว่า “ขนมชั้น” เป็นหนึ่งในเก้าขนมมงคลของไทยเชียวนะ!

ขนมชั้น หยึยๆเนี่ยนะขนมมงคล?

ใช่แล้วหละค่ะ และเป็นขนมมงคลชนิดหนี่งที่หาได้ง่ายมากกกก ก ในท้องตลาดไทย ทำง่าย กินอร่อย

แถมเวลากินก็สามารถลอกออกเป็นชั้นๆกินอย่างสนุกสนาน(ใครเป็นแบบแอดมินมั่ง555)

ว่ากันว่าขนมชั้น จะให้มงคลสุดๆควรหยอดขนมให้ได้ 9 ชั้น

เพราะเลข 9 เป็นเลขมงคลของไทย หมายถึง ความเจริญก้าวหน้า
(ไม่ก้าวหลัง เพราะฉะนั้น เลข 99 จึงไม่ดีเพราะ ก้าวหน้าและก้าวหลัง สรุปคืออยู่ที่เดิม อิอิ)

ดังนั้นขนมชั้น จึงหมายถึงการได้ เลื่อนชั้น เลื่อนขั้น เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ ให้สูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไป

1 ความเห็น »

ขนมชื่อติดยศ “จ่ามงกุฎ”

นานมาแล้วค่ะ แอดมินจำได้ว่า แม่ของแอดมินเคยอาขนมชิ้นนึงมาให้แอดมินกิน มันเป็นขนมมงคลในงานแต่งงานของญาติแอดมินเอง
รูปร่างหน้าตามันแปลกๆดี ไม่ค่อยเห็นทั่วๆไป แม่เรียกขนมนี้ว่า “จ่ามงกุฎ”

ขนมจ่ามงกุฎ เป็นขนมไทยโบราณที่หารับประทานได้ยาก ใช้เวลาในการทำนาน สมัยโบราณ
จัดเป็นขนมในราชสำนัก เป็นเครื่องเสวยสำหรับถวายพระเจ้าแผ่นดิน

งามจริงจ่ามงกุฎ                       ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง
เรียมร่ำคำนึงปอง                       สะอิ้งน้องนั้นเคยยล

พระราชนิพนธ์ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน รัชกาลที่ 2

ส่วนผสม

1) กวาดเม็ดแตงโม
เม็ดแตงโมอย่างย้อมสีแดงแกะแล้ว 1 ถ้วย
น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย
น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย

วิธีทำ

1. ผสมน้ำตาลทรายและน้ำลอยดอกมะลิเข้าด้วยกัน ตั้งไฟพอเดือด ยกลง

2. คั่วเม็ดแตงโมให้สุกโดยใช้ไฟอ่อน ๆ เวลาจะกวาดใช้นิ้วจุ่มน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้
แล้วกวาดเม็ดแตงโมไปมาจนน้ำตาลแห้ง แล้วกลับข้างกระทะใหม่ ส่วนข้างที่กวาดแล้วเอา
ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ด กวาดจนกระทั่งเม็ดแตงโมเป็นหนามพองามใช้เวลาประมาณ 5 – 6
ชั่วโมง เก็บใส่ภาชนะมีฝาปิด

2) แป้นรองขนม

แป้งสาลี 1 ถ้วย
ไข่แดง (ไข่ไก่) 1 ฟอง
ไข่ไก่ทั้งฟอง 1 ฟอง

วิธีทำ

ผสมแป้งและไข่เข้าด้วยกัน นวดจนนิ่มมือ คลึงเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วตัดให้เป็นวงกลมขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. นำแผ่นแป้งกรุใส่ในถ้วยตะไลใช้มือกดเบา ๆ ให้เป็นรูปก้นถ้วย
ใช้ส้อมจิ้มแล้วจึงเอาเข้าอบ พอสุกเหลืองก็เอาออกพักไว้

3) ส่วนผสมของทองเอก

แป้งสาลี 1 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
ไข่แดง 1 ถ้วย
หัวกะทิ 1 ถ้วย

วิธีทำ

1. ผสมแป้ง น้ำตาลและไข่แดงเข้าด้วยกัน ใส่หัวกะทิคนพอเข้ากันและน้ำตาลละลาย กรองด้วย
ผ้าขาวบาง

2. เทใส่กระทะทองกวนโดยใช้ไฟอ่อน ๆ จนแป้งข้น ยกลง ปั้นเป็นก้อนกลม บั้งเป็น 6 พู

วิธีแต่งตัวจ่ามงกุฎ

ติดเม็ดแตงโมโดยรอบแป้นรอง วางทองเอกด้านบนแล้วใช้ทองเอกปั้นเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ
วางบนยอดมงกุฎ ติดทองแผ่นด้านบน

ลักษณะที่ดี

1. เม็ดแตงโมที่กวาดต้องให้มีหนามยาว ๆ
2. แป้นรองต้องกรอบ
3. ทองเอกต้องมีสีเหลืองนวล เนื้อเนียน

ขอบคุณที่มาhttp://www.wangkanai.co.th/new/popup1.htm

 

ใส่ความเห็น »

ทำไมถึงมีเค้กวันเกิดนะ????

เพื่อนๆสงสัยมั้ยคะ ว่าทำไมต้องมีเค้กวันเกิดนาาาา

ถึงจะสงสัยหรือไม่สงสัยเราก็มีคำตอบให้ค่ะ^^

ตามมาเล๊ยยยย ย

จากการสำรวจข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้วพบว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับต้นกำเนิด

ของธรรมเนียมการใช้เค้กเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการฉลอง วันเกิดนั้นมี

ด้วยกันหลากหลายทฤษฎี บางคนเชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ในขณะที่บางคนเชื่อว่าเริ่มขึ้นในยุคกลาง (middle Ages)

ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อาหารเชื่อว่า เค้กวันเกิดมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัย

โบราณกาลแล้ว เนื่องจากคนสมัยก่อนชอบทำขนมอบจำพวกขนมเค้กและขนมปัง

เพื่อใช้บูชาในงาน พิธีกรรมทางศาสนา งานแต่งงาน งานศพ รวมถึงงานวันเกิดด้วย

ในสมัยกรีกมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานเค้กวันเกิดระบุเอาไว้ว่า

เป็นขนมหวานสำหรับบูชาเทพีจันทรา โดยชาวเมืองกรีกนิยมทำเค้กน้ำผึ้ง

หรือขนมปังหวานรูปวงกลมเพื่อนำไปบูชาเทพีจันทราที่วิหารอาร์เทอมิส

ขณะที่นักทฤษฎีบางสำนักเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของเค้กวันเกิดมีขึ้นครั้งแรกในประเทศเยอรมนี

ช่วงยุคกลาง ซึ่งเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของศาสนาคริสต์ โดยชาวคริสต์จะทำขนมปังหวาน

เป็นรูปพระเยซูทรงอยู่ในผ้าห่อตัวในประสูติ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ที่ระลึก

ในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์

ในเวลาต่อมา ชาวเมืองเบียร์ก็เลยได้ไอเดียใหม่ๆ ทำเค้กเพื่อฉลองวันเกิดให้แก่เด็กๆ

และจากนั้นมา ธรรมเนียมเช่นนี้ก็ถูกปฏิบัติสืบทอดต่อๆ กันมา จวบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

..ทั้งนี้ ไม่ว่าเค้กวันเกิดจะเกิดขึ้นจากทฤษฎีใดก็ตาม จะสังเกตได้ว่าจุดเริ่มต้น

ก็ล้วนมาจากทางฝั่งยุโรปทั้งสิ้น ดังนั้น จึงอาจจะสรุปได้ว่า

ธรรมเนียมการเป่าเค้กวันเกิดเริ่มต้นจากฝั่งตะวันตก..

ขอบคุณที่มา จากhttp://www.gggcomputer.com/6071

1 ความเห็น »

Foxy's book

welcome to my blog

อาหารไทย

by tonnown toonerz

BIE THE STAR

Latest updates and info about Thai artist, Bie the star

Travel With Me

Everything you can imagine is real

Carpe Diem; Seize the Day

Cieloza's Official Photograph

pattadonjaa

The Avengers

เรียนคอมพิวเตอร์กับครูบี

มาเรียนรู้กับครูตัวเล็กๆ....คนเมืองน่าน

khimnoijaa

open up your eyes and you better realize.

baboonbii

A topnotch WordPress.com site

bearboobuu's world

being the way that you are... is enough :)

Teriiaa

There is a difference between knowing the path and walking the path. -The Matrix

The WordPress.com Blog

The latest news on WordPress.com and the WordPress community.